Categories

"ทริปพื้นถิ่นวันที่ 4 [18 กรกฏาคม 2554] _ เชียงใหม่ 1"
เช้าวันแรกของเชียงใหม่ เมื่อรวมพลได้ครบแล้ว
ก็นั่งรถออกไปทานข้าวเช้ากันที่กาดต้นพยอม
และไปดูบ้านเรือนภาคเหนือ ในแบบต่างๆ
ก็ได้ความรู้เพิ่มเติม ทั้งเรื่องสัดส่วนของเรือน
ฟังก์ชันการใช้งานของเจ้าของเรือน(ในสมัยก่อน)
การมีชานบ้าน เพื่อทำกิจกรรม หรือประเพณีต่างๆ ภายในบ้าน
ก็ได้ทำการถ่ายรูป และเก็บข้อมูลกัน ตามเรือนที่ถูกตาต้องใจ
พอเริ่มสายๆหน่อยจึงย้ายที่ไปวัดในเมือง ... วัดพันเตา
พอเข้าวัดมาก็เจอลานโล่งก่อนที่จะเลี้ยวขวาเข้าไปในโบสถ์
(สังเกตว่าวัดทางภาคเหนือจะชอบมีลานทราย หรือลานโล่ง)
ภายในวัดจะเปิดช่องรับแสง เพื่อใช้แสงจากธรรมชาติ
ตัววัดเป็นวัดไม้สักขนาดใหญ่ ในตอนกลางคืนก็จะมีการเปิดไฟ
สวยงาม มีแสงสะท้อนจากสีทองตรงส่วนหน้าบัน ดูเด่นในเวลากลางคืน
(ไปแอบดูมาตอนเดินถนนคนเดินเมื่อคืน)
ในตอนกลางวันแม้จะไม่อร่ามตาเท่ากับตอนกลางคืน
แต่ก็ยังมีความสวยงามจากสีของไม้สัก
และสีจากธงสีเหลืองที่ปักเรียงรายอยู่รอบๆโบสถ์
เมื่อถ่ายรูปไปได้สักพักก็เดินต่อไปที่ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร
ในวัดนี้พวกเราเดินตรงไปที่เจดีย์ด้านหลังของวัด
จากที่แอบไปเดินตามไกด์ทัวร์ของนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่ง
ไกด์ได้เล่าว่า เจดีย์องค์นี้มีอายุหลายร้อยปี จากที่จะมีรูปปั้นช้าง
อยู่รอบๆเจดีย์ด้านละ 3-4 ตัว ตอนนี้เหลือจริงๆ อยู่ 2 ตัวได้
ก็ในฐานะที่เป็นโบราณสถานเก่าแก่ กรมศิลปฯ
จึงมาซ่อมแซมอยู่เรื่อยๆ ตามแบบฉบับของกรมศิลปฯ
ผมก็ได้นั่งพัก (รอเพื่อน) ที่ศาลาใกล้ๆอยู่สักพัก
อาจารย์จิ๋วก็ได้เรียกไปรวมตัวเพื่อไปฟังเลคเชอร์ และเดินเท้าไป
ที่โรงแรมราชมรรคาต่อไป ระหว่างทางที่เดินเมื่อหันไปมองก็จะยัง
เห็นเจดีย์เมื่อครู่อยู่เกือบตลอดทาง
ระหว่างทางก็มีหยุดพัก
ดูบ้านนู้นบ้านนี้ (หยุดตามอาจารย์จิ๋ว) และเก็บภาพกันเล็กๆน้อยๆ
จนได้มาถึงที่โรงแรมราชมรรคา ที่โรงแรมนี้จะเป็นการเริ่มเอา
สัดส่วนของไทยมาผสมผสานกับความเป็นโมเดิร์น และดึงเอา
ความผสมผสานอย่างลงตัวนั้นออกมาเป็นจุดเด่น (จุดขาย) ให้
กับตัวโรงแรม ซึ่งส่วนใหญ่ลูกค้า ก็จะเป็นชาวต่างชาติเสียมากกว่า
จากที่ได้เดินดู ตัวโรงแรมก็เป็นการตกแต่งแบบเรียบง่าย
แต่ทำให้ดูหรูหราในแบบไทยๆ (แต่ลวดลาย หรือของที่ใช้ประดับ
บางอย่างดูเป็นสไตล์จีนเล็กน้อย) มีการเปิด space เป็น outdoor
บ้างเพื่อเพิ่มความสว่าง กว้างขวาง และเป็นลูกเล่นเล็กๆน้อยๆ
ที่ดึงเอามาจากสถาปัตยกรรมแบบไทยๆ ที่มีชานบ้าน
หรือส่วนทำกิจกรรมนั่นเอง ทางโรงแรมเองก็ต้อนรับพวกเราดีมากๆ
ก็รู้สึกเกรงใจ เพราะอาจจะไปรบกวนลูกค้า หรือระหว่างเดินก็
ทำให้พวกพี่ๆเค้าต้องมาทำความสะอาดใหม่
จากโรงแรมราชมรรคา ก็เดินเล็กน้อยก็มาถึงที่หมายต่อไป
คือ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร หรือที่ได้ยินคนอื่นเรียกๆกันว่า วัดสิงห์
ในวัดเนื่องจากเดิมเคยเป็นวัดหลวง จึงมีโบสถ์บางหลังที่เคยห้ามไม่ให้
ผู้หญิงได้เข้าไป แต่ปัจจุบันหลังจากซ่อมแซมครั้งล่าสุดแล้ว
ก็ได้อนุญาตให้ผู้หญิงได้เข้าไปแล้ว ที่วัดสิงห์เมื่อมาถึงก็เดินถ่ายรูป
จนอาจารย์ได้มาเรียกกลับขึ้นรถ เพื่อกลับไปที่พัก

Comment

Comment:

Tweet